Quick answer
Quality Agreement เครื่องสำอางคือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่แยกว่าแบรนด์ โรงงาน OEM และห้องปฏิบัติการรับผิดชอบกิจกรรมคุณภาพใด ใครอนุมัติ ใครต้องแจ้ง ภายในเวลาเท่าใด และต้องส่งหลักฐานอะไร โดยควรครอบคลุมสเปก วัตถุดิบ การผลิต การทดสอบ Batch Release, Deviation, OOS, Change Control, Complaint และ Recall ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวเสริมสัญญาธุรกิจ ไม่ได้แทนสัญญาหลักหรือโอนความรับผิดตามกฎหมายออกจากฝ่ายใด
Key takeaways
- ทำ Responsibility Matrix ระบุ Responsible, Approver, Consulted และ Informed สำหรับทุกกิจกรรมสำคัญ
- กำหนด Event-to-Notification SLA ให้ชัด ไม่ใช้เพียงคำว่าแจ้งโดยเร็ว
- ห้ามเปลี่ยนสูตร วัตถุดิบ Supplier วิธีทดสอบ หรือบรรจุภัณฑ์โดยไม่มีระดับการประเมินและอนุมัติที่ตกลงไว้
- แยก Technical Release ของโรงงานออกจาก Commercial Release ของแบรนด์ และระบุว่าหลักฐานใดต้องพร้อมก่อนแต่ละจุด
- ทบทวนข้อตกลงตามรอบและทุกครั้งที่มีผลิตภัณฑ์ บริการ คู่สัญญาช่วง หรือข้อกำหนดสำคัญเปลี่ยน
1. Quality Agreement ต่างจากสัญญาจ้างผลิตอย่างไร
สัญญาจ้างผลิตหลักมักกำหนดราคา การชำระเงิน MOQ กำหนดส่ง ทรัพย์สินทางปัญญา ความลับ ความรับผิด และการยุติสัญญา ส่วน Quality Agreement ลงรายละเอียดว่าในวงจรคุณภาพ ใครทำอะไร ใครตรวจ ใครอนุมัติ ใครต้องได้รับแจ้ง และใช้เอกสารใดเป็นหลักฐาน ทั้งสองฉบับจึงควรอ้างถึงกันและระบุลำดับการใช้เมื่อข้อความขัดกัน
แนวทาง ASEAN Cosmetic GMP ระบุให้เงื่อนไขของการจ้างผลิตและการวิเคราะห์ถูกกำหนด ตกลง และควบคุมอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่นำไปสู่งานหรือผลิตภัณฑ์คุณภาพไม่เหมาะสม และให้มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเพื่อกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
Quality Agreement ไม่ใช่เอกสารที่ใช้ผลักความรับผิดทั้งหมดไปให้อีกฝ่าย แบรนด์ยังต้องควบคุมความถูกต้องของโจทย์ ฉลาก เคลม และการตัดสินใจที่ตนถือสิทธิ ส่วนโรงงานยังต้องควบคุมกิจกรรมที่ดำเนินการจริงตามระบบและข้อกำหนดที่ใช้
2. เริ่มจาก Scope และ Responsibility Matrix ไม่ใช่คัดลอก Template
ก่อนร่างข้อตกลงให้ทำแผนที่ Supply Chain จริงของโครงการ: ใครพัฒนาสูตร ใครซื้อวัตถุดิบ ใครอนุมัติ Supplier ใครผลิต Bulk ใครบรรจุ ใครทดสอบ ใครเก็บตัวอย่าง ใครถือ PIF ใครรับข้อร้องเรียน และใครกระจายสินค้า หากมีห้องแล็บภายนอก ผู้บรรจุ หรือคลังสินค้า ต้องรวมไว้ในขอบเขตด้วย
ใช้ Responsibility Matrix เช่น RACI หรือรูปแบบ Responsible/Approve/Notify/Record กำกับแต่ละกิจกรรม หลีกเลี่ยงประโยคกว้างว่า ‘โรงงานดูแลคุณภาพทั้งหมด’ เพราะไม่บอกจุดตัดสินใจและหลักฐานที่ต้องส่ง เมทริกซ์ควรมีชื่อบทบาท ไม่ผูกกับชื่อบุคคลเพียงคนเดียว เพื่อให้ใช้ได้แม้ทีมเปลี่ยน
- ระบุผลิตภัณฑ์ SKU สูตร รุ่นบรรจุภัณฑ์ และสถานที่ที่อยู่ในขอบเขต
- กำหนดผู้ติดต่อหลักและผู้สำรองของ QA, R&D, Regulatory, Production และ Brand Owner
- นิยามคำสำคัญ เช่น Critical Deviation, OOS, Major Change, Release และ Recall ให้ตรงกัน
- ระบุช่องทางส่งข้อมูลที่ควบคุมเวอร์ชันและวิธีรับรองว่าอีกฝ่ายได้รับแล้ว
3. สเปก วัตถุดิบ Supplier และบรรจุภัณฑ์ต้องมีเจ้าของการอนุมัติ
กำหนดว่าใครจัดทำและอนุมัติ Master Formula, Raw Material Specification, Packaging Specification, Finished Product Specification และ Acceptance Criteria รวมถึงกรณีที่เกณฑ์ของแบรนด์เข้มกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของโรงงาน เอกสารทุกฉบับควรมีรหัส Revision วันที่มีผล และเส้นทางควบคุมสำเนา
สำหรับวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ให้ระบุว่าใครคัดเลือกและประเมิน Supplier ใครตรวจ COA หรือผล Incoming Control ใครอนุมัติแหล่งสำรอง และเหตุการณ์ใดต้องขออนุมัติแบรนด์ก่อน เช่น เปลี่ยนผู้ผลิต เกรด แหล่งกำเนิด สเปก สี กลิ่น ระบบสารกันเสีย หรือแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์
INCI เดิมหรือรูปลักษณ์ใกล้เคียงไม่ได้แปลว่าทดแทนกันได้โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนต้องประเมินผลต่อสูตร กระบวนการ Stability, Compatibility, Microbiology, PIF, ฉลาก เคลม ต้นทุน และความต่อเนื่องของ Supply ก่อนใช้จริง
4. การผลิต การบรรจุ และการตรวจสอบย้อนกลับต้องเชื่อมกัน
ข้อตกลงควรระบุเอกสารต้นแบบและบันทึกที่ใช้จริง ได้แก่ Master Manufacturing Instruction, Batch Manufacturing Record, Batch Packaging Record, Line Clearance, In-process Control, Yield Reconciliation, Cleaning Record และสถานะ Quarantine/Released ตลอดจนระยะเวลาที่โรงงานต้องส่ง Batch Summary หรือหลักฐานให้แบรนด์
กำหนดวิธีควบคุมการ Scale-up, Process Parameter, Hold Time, Rework หรือ Reprocessing และสถานการณ์ที่ต้องทำ Validation หรือการศึกษายืนยันเพิ่มเติม ไม่ควรอนุญาตการแก้หน้างานที่มีผลต่อคุณภาพโดยอาศัยการตกลงทางแชทเพียงอย่างเดียว
เลขล็อตต้องเชื่อมย้อนกลับไปยังวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร วันที่ผลิต ผู้ปฏิบัติงาน ผลตรวจ และการกระจายสินค้าได้ Quality Agreement จึงควรระบุรูปแบบข้อมูล การเข้าถึง และเวลาที่ใช้ตอบคำถาม Traceability หรือ Mock Recall
5. Testing, OOS และ Batch Release ต้องแยกอำนาจตัดสินใจ
ระบุว่าใครเก็บตัวอย่าง ใช้วิธีทดสอบใด ห้องปฏิบัติการใดเป็นผู้ทดสอบ ใครทบทวน Raw Data และ COA ใครอนุมัติ Retest หรือ Resample และใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเมื่อผลผิดปกติ หากส่งแล็บภายนอก ต้องกำหนดคุณสมบัติของแล็บ การส่งตัวอย่าง Chain of Custody และการเข้าถึงผลสืบสวน
เมื่อพบ OOS หรือผลไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โรงงานควร Hold ล็อตและแจ้งตามระดับความรุนแรงที่ตกลงไว้ Quality Agreement ต้องห้ามการทดสอบซ้ำโดยไม่มีแผนหรือการเลือกใช้เฉพาะผลผ่าน พร้อมระบุข้อมูลขั้นต่ำที่แบรนด์จะได้รับ เช่น Investigation Summary, Impact Assessment, Batch Disposition และ CAPA ที่เกี่ยวข้อง
กำหนดให้ชัดว่า Technical Release ของโรงงานเกิดเมื่อใด และแบรนด์มี Commercial Release หรือ Market Release เพิ่มเติมหรือไม่ หากแบรนด์ต้องตรวจ Artwork, Notification, PIF หรือเงื่อนไขตลาดก่อนจำหน่าย ให้แยกเป็น Gate คนละจุด เพื่อป้องกันสินค้าถูกส่งขายเพียงเพราะผ่าน QC โรงงานแล้ว
6. Deviation, Change Control และ CAPA ต้องมีเกณฑ์แจ้งที่วัดได้
ไม่ควรเขียนเพียงว่าโรงงานจะแจ้งเหตุสำคัญ ‘โดยเร็ว’ ให้กำหนด Event-to-Notification SLA เช่น Critical ภายในกี่ชั่วโมง Major ภายในกี่วันทำการ และ Minor รายงานใน Batch Summary พร้อมระบุช่องทาง ผู้รับ และข้อมูลขั้นต่ำเพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจได้
ทำ Change Classification Matrix แยกการเปลี่ยนที่โรงงานดำเนินการได้หลังแจ้ง การเปลี่ยนที่ต้องขออนุมัติก่อน และการเปลี่ยนที่ต้องประเมิน Regulatory หรือทดสอบเพิ่ม ครอบคลุมสูตร วัตถุดิบ Supplier อุปกรณ์ พารามิเตอร์ วิธีทดสอบ สเปก บรรจุภัณฑ์ ฉลาก สถานที่ผลิต และผู้รับจ้างช่วง
CAPA ต้องมี Owner, Due Date, Root Cause, Action, Effectiveness Check และเกณฑ์ปิดงาน หาก CAPA เลื่อนกำหนดหรือไม่ผ่านการตรวจประสิทธิผล ให้กำหนดเส้นทาง Escalation และผลต่อการผลิตหรือการปล่อยล็อตถัดไป
7. Complaint, Adverse Event และ Recall ต้องพร้อมก่อนเริ่มขาย
กำหนดจุดรับข้อร้องเรียนว่าแบรนด์หรือโรงงานเป็น First Receiver ข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องเก็บ วิธีขอคืนตัวอย่าง ระดับการสืบสวน และเวลาส่งต่อเมื่อเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือข้อบกพร่องร้ายแรง แบรนด์ควรส่ง Trend จากตลาดกลับให้โรงงาน ส่วนโรงงานควรเชื่อมผลสืบสวนกับ Batch Record, Retain Sample และล็อตที่อาจได้รับผลกระทบ
สำหรับ Recall ให้ระบุผู้มีอำนาจเริ่ม การประสานหน่วยงาน การสื่อสารกับลูกค้า การกักกัน การกระทบยอด การทำลายหรือจัดการคืน และการแบ่งค่าใช้จ่ายโดยไม่ทำให้การปกป้องผู้บริโภคล่าช้า ควรทดสอบ Mock Recall ตามรอบและบันทึกเวลาที่ใช้ Trace ล็อตกับเปอร์เซ็นต์การกระทบยอด
8. เอกสาร Audit ผู้รับจ้างช่วง และ Data Integrity ต้องไม่เป็นช่องว่าง
ระบุรายการเอกสารที่แบรนด์มีสิทธิได้รับ ระยะเวลาเก็บรักษา รูปแบบไฟล์ การควบคุมความลับ และเวลาตอบคำขอ รวมถึงสิทธิ Audit ตามรอบและ For-cause Audit เมื่อมีเหตุสำคัญ การ Audit ไม่ควรเปิดเผยสูตรหรือข้อมูลลูกค้ารายอื่นเกินจำเป็น จึงควรตกลงขอบเขตและวิธี Redact ไว้ล่วงหน้า
โรงงานไม่ควรส่งงานผลิต ทดสอบ บรรจุ จัดเก็บ หรือทำลายไปยังผู้รับจ้างช่วงโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมที่ตกลง Quality Agreement ต้องระบุว่ากิจกรรมใดอนุญาต ใครเป็นผู้ประเมินและอนุมัติ และโรงงานยังคงรับผิดชอบการกำกับดูแลผลลัพธ์อย่างไร
ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ควรตรวจสอบย้อนกลับได้ มีสิทธิ์เข้าถึงตามบทบาท สำรองข้อมูล และป้องกันการแก้ไขโดยไม่ทิ้งร่องรอย เอกสารที่ส่งทางอีเมลหรือแชทต้องถูกนำเข้าสู่ระบบ Document Control ไม่ควรปล่อยให้กล่องข้อความส่วนบุคคลเป็นแหล่งข้อมูลหลักเพียงแห่งเดียว
9. Checklist 16 เรื่องก่อนลงนาม
ใช้รายการนี้เป็น Gap Assessment ระหว่างแบรนด์ โรงงาน OEM/ODM และห้องปฏิบัติการ แล้วแนบ Responsibility Matrix กับ Contact & Escalation List เป็นภาคผนวก รายการ 16 ข้อเป็นกรอบปฏิบัติที่สังเคราะห์จากหลักการคุณภาพ ไม่ใช่ถ้อยคำข้อบังคับตายตัวสำหรับทุกโครงการ
- 1) Scope: ผลิตภัณฑ์ บริการ สถานที่ และคู่สัญญาช่วงที่ครอบคลุม
- 2) Definitions: นิยาม Critical/Major/Minor, OOS, Release และ Recall
- 3) Contacts: ผู้ติดต่อหลัก ผู้สำรอง และเส้นทาง Escalation
- 4) Specifications: ผู้จัดทำ ทบทวน อนุมัติ และควบคุม Revision
- 5) Materials: Supplier Qualification, COA, Incoming Control และแหล่งสำรอง
- 6) Manufacturing: Master Instruction, IPC, Hold Time, Yield และ Rework
- 7) Packaging: Artwork Approval, Line Clearance และ Reconciliation
- 8) Testing: วิธีทดสอบ Sampling, External Lab, Raw Data และ COA
- 9) Release: Technical Release, Commercial Release และหลักฐานก่อนส่งมอบ
- 10) Deviation/OOS: Hold, Investigation, Retest และ Notification SLA
- 11) Change Control: ระดับแจ้ง ระดับอนุมัติ และ Regulatory Assessment
- 12) CAPA: Owner, Due Date, Effectiveness Check และ Overdue Escalation
- 13) Stability/Retention: แผนศึกษา ตัวอย่างเก็บ และการแจ้งแนวโน้มผิดปกติ
- 14) Complaint/Recall: Intake, Investigation, Authority Contact และ Mock Recall
- 15) Documentation/Audit: Record Retention, Access, Confidentiality และ Audit Right
- 16) Governance: KPI, Management Review, Revision, Expiry และ Termination Handover
10. KPI และรอบทบทวนที่ทำให้ข้อตกลงใช้งานจริง
Quality Agreement ที่ดีต้องเปลี่ยนเป็น Dashboard ร่วม ไม่ใช่เก็บไว้หลังเซ็น KPI ที่ควรพิจารณา ได้แก่ Right-first-time Batch, Batch Release Lead Time, Deviation/OOS Rate, Event-to-Notification Time, CAPA On-time Closure, Change Approval Lead Time, Complaint Rate, Repeat Issue, COA/Document Accuracy และ Mock Recall Completion Time
กำหนด Quality Review รายไตรมาสหรืออย่างน้อยตามความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ พร้อมทบทวน Trend, Audit Finding, Supplier Change, Stability, Complaint และ CAPA หาก KPI หลุดเกณฑ์ให้มี Improvement Plan ที่ระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
ทบทวนเอกสารเมื่อครบรอบ เมื่อเพิ่ม SKU หรือสถานที่ เมื่อเปลี่ยนบริการหลัก ผู้รับจ้างช่วง กฎระเบียบ หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ และเมื่อเหตุการณ์คุณภาพแสดงว่าหน้าที่เดิมไม่ชัด บทความนี้เป็นกรอบบริหารคุณภาพ ไม่แทนการตรวจสัญญาโดยทนายความหรือการประเมินข้อกำหนดเฉพาะผลิตภัณฑ์และตลาดปลายทาง
Frequently asked questions
01Quality Agreement เครื่องสำอางจำเป็นต้องแยกจากสัญญาจ้างผลิตหรือไม่?+
อาจทำเป็นเอกสารแยกหรือภาคผนวกของสัญญาหลักได้ แต่ควรมีขอบเขต ผู้อนุมัติ การควบคุม Revision และลำดับการใช้เมื่อข้อความขัดกันอย่างชัดเจน การแยกเอกสารมักช่วยให้ฝ่าย QA ปรับรายละเอียดเชิงปฏิบัติได้โดยไม่รื้อเงื่อนไขธุรกิจทั้งหมด
02ใครควรเป็นผู้จัดทำและอนุมัติ Quality Agreement?+
ควรร่วมจัดทำโดย QA/Regulatory ของโรงงานและผู้รับผิดชอบคุณภาพหรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ พร้อมให้ R&D, Production, Supply Chain และฝ่ายกฎหมายทบทวนในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผู้ลงนามต้องมีอำนาจผูกพันและเข้าใจหน้าที่ที่รับรอง
03แบรนด์ที่ไม่มีทีม QA ทำ Quality Agreement ได้หรือไม่?+
ทำได้ แต่ควรแต่งตั้งผู้รับผิดชอบภายในที่ตัดสินใจเรื่องสเปก การเปลี่ยนแปลง การปล่อยขาย และข้อร้องเรียนได้ พร้อมใช้ที่ปรึกษา QA/Regulatory เมื่อความเสี่ยงสูง ไม่ควรปล่อยให้การอนุมัติทั้งหมดเป็นหน้าที่ฝ่ายขายเพียงฝ่ายเดียว
04ควรกำหนดเวลาแจ้ง Deviation หรือ OOS เท่าใด?+
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ ควรกำหนดตามความรุนแรงและผลต่อผู้บริโภค กฎระเบียบ การปล่อยล็อต และกำหนดส่ง เช่น Critical ใช้ SLA ระดับชั่วโมง ส่วน Major หรือ Minor อาจใช้วันทำการหรือ Batch Summary ที่สำคัญคือตัวเลขต้องวัดได้และมีผู้รับชัดเจน
05Quality Agreement โอนความรับผิดด้านคุณภาพทั้งหมดให้โรงงานได้หรือไม่?+
ไม่ได้ในทางปฏิบัติ เอกสารช่วยแบ่งกิจกรรมและอำนาจตัดสินใจ แต่ไม่ทำให้ฝ่ายใดหลุดจากหน้าที่ตามกฎหมายหรือกิจกรรมที่ตนดำเนินการ แบรนด์และโรงงานต้องกำกับส่วนของตนและร่วมกันจัดการเหตุที่คาบเกี่ยว
Official sources
Official sources checked on 19 August 2026. Verify the effective version before taking action.
- กองควบคุมเครื่องสำอาง อย. — หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางตรวจเมื่อ 19 สิงหาคม 2569 หน้าอย่างเป็นทางการรวบรวมแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP ฉบับไทยและอังกฤษ คู่มือการตรวจประเมิน และประกาศที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจเอกสารฉบับที่มีผลกับสถานที่และผลิตภัณฑ์ก่อนใช้จริง
- ASEAN Cosmetic Directive — Appendix VI, ASEAN Guidelines for Cosmetic GMPหัวข้อ Contract Manufacturing and Analysis กำหนดหลักการให้เงื่อนไขงานจ้างถูกนิยาม ตกลง และควบคุมอย่างชัดเจน และให้มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเพื่อระบุหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
- ISO — ISO 22716:2007 Cosmetics Good Manufacturing PracticesISO ระบุว่ามาตรฐานฉบับนี้ได้รับการทบทวนและยืนยันในปี 2022 จึงยังเป็นฉบับปัจจุบัน ครอบคลุมแนวทางการผลิต การควบคุม การจัดเก็บ และการจัดส่งเครื่องสำอาง
- U.S. FDA — Contract Manufacturing Arrangements for Drugs: Quality Agreementsใช้เป็น Benchmark ด้านโครงสร้าง Purpose/Scope, Definitions, Resolution, Manufacturing Activities, Change Control, Communication, Audit และวงจรทบทวน เอกสารนี้เป็น Nonbinding Guidance สำหรับยาภายใต้ CGMP ของสหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายเครื่องสำอางของประเทศไทย



