Quick answer
Batch Record เครื่องสำอางคือหลักฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการผลิตและบรรจุผลิตภัณฑ์หนึ่งรุ่น ระบุว่าใช้วัตถุดิบและวัสดุบรรจุรุ่นใด ปริมาณเท่าไร ใช้เครื่องจักรใด ใครปฏิบัติงาน ควบคุมกระบวนการอย่างไร ได้ผลผลิตเท่าไร พบความเบี่ยงเบนหรือไม่ และใครทบทวนก่อนปล่อยสินค้า เอกสารนี้ต่างจาก Master Formula ซึ่งเป็นคำสั่งมาตรฐานว่าควรผลิตอย่างไร เมื่อเชื่อม Batch Record กับ Batch Number, ผล QC, COA และข้อมูลการกระจายสินค้า จึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับและกำหนดขอบเขตการกักกันหรือเรียกคืนได้อย่างมีเหตุผล
Key takeaways
- Master Formula บอกสิ่งที่ควรทำ ส่วน Batch Record แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรุ่นผลิต
- หนึ่งรุ่นผลิตต้องมีรหัสเฉพาะและเชื่อมย้อนกลับถึงวัตถุดิบ วัสดุบรรจุ บุคลากร เครื่องจักร ผลตรวจ และปลายทางการกระจายสินค้าได้
- ข้อมูลสำคัญควรถูกบันทึก ณ เวลาที่ปฏิบัติงาน พร้อมผู้ปฏิบัติและผู้ตรวจทาน ไม่ควรกรอกย้อนหลังจากความจำ
- ยอดรับเข้า–ใช้จริง–สูญเสีย–คืนคลัง–ของเสีย และผลผลิตที่ได้ต้องกระทบยอด เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนปล่อยสินค้า
- Deviation ต้องบันทึกข้อเท็จจริง ประเมินผลกระทบ ตัดสินสถานะ และเชื่อมการแก้ไขหรือ CAPA โดยไม่ลบประวัติเดิม
- เจ้าของแบรนด์ควรกำหนด Document Matrix และสิทธิการเข้าถึงตั้งแต่ทำสัญญา OEM/ODM เพราะเอกสารฉบับเต็มอาจมีข้อมูลลับของผู้ผลิต
1. Batch Record ตอบสามคำถามที่ COA อย่างเดียวตอบไม่ได้
COA สรุปผลตรวจของตัวอย่างหรือรุ่นผลิตตามรายการที่กำหนด แต่ไม่ได้เล่าประวัติการผลิตทั้งหมด Batch Record จึงทำหน้าที่ตอบว่าใช้สิ่งใด ผลิตอย่างไร และเหตุใดรุ่นนี้จึงถูกอนุมัติหรือไม่อนุมัติ เมื่อเกิดสี กลิ่น ความหนืด การรั่ว หรือข้อร้องเรียนผิดปกติ ทีมสามารถย้อนจากเลขรุ่นไปยังหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องอาศัยความจำของบุคลากร
แนวทาง ASEAN Cosmetic GMP ให้น้ำหนักกับการผลิตตามวิธีที่เป็นลายลักษณ์อักษร การบันทึกการชั่งและการควบคุมระหว่างผลิต ตลอดจนระบบเลขรุ่นที่ทำให้ประวัติผลิตภัณฑ์ตรวจสอบย้อนกลับได้ ขณะที่ ISO 22716 ครอบคลุมด้านคุณภาพของการผลิต การควบคุม การจัดเก็บ และการจัดส่งเครื่องสำอาง เจ้าของแบรนด์จึงควรมอง Batch Record เป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณภาพ ไม่ใช่เอกสารธุรการปลายสาย
- Identity: รุ่นนี้คือผลิตภัณฑ์ สูตร ขนาด และ Artwork ฉบับใด
- History: ใครทำ เมื่อใด ใช้วัตถุดิบ–แพ็กเกจ–เครื่องจักรรุ่นใด และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
- Disposition: หลักฐานใดสนับสนุนการกักกัน ปล่อย ใช้ซ้ำ แก้ไข ปฏิเสธ หรือทำลายรุ่นนั้น
2. แยก Master Formula, SOP, Batch Record, COA และ PIF ให้ถูก
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ชื่อเอกสารแทนกันจนไม่รู้ว่าแหล่งข้อมูลจริงอยู่ที่ใด เอกสารแต่ละชนิดตอบคนละคำถามและควรเชื่อมด้วยรหัสผลิตภัณฑ์ รหัสสูตร Revision และ Batch Number เดียวกัน การมีไฟล์ครบแต่รหัสไม่ตรงกันยังถือว่า Traceability ขาดช่วง
สำหรับโครงการ OEM/ODM เจ้าของแบรนด์อาจไม่ได้รับสูตรเชิงปริมาณหรือ Batch Manufacturing Record ฉบับเต็มเพราะเป็นข้อมูลลับของโรงงาน แต่ควรตกลงให้ชัดว่าใครเก็บเอกสาร ใครมีสิทธิตรวจหรือขอสำเนา หน่วยงานกำกับเข้าถึงอย่างไร และแบรนด์จะได้รับหลักฐานระดับใดเมื่อมีข้อร้องเรียนหรือการเรียกคืน
- Product Brief: เป้าหมายผู้ใช้ จุดขาย ราคา รูปแบบ และข้อกำหนดทางธุรกิจ
- Master Formula / Manufacturing Instruction: สูตรและวิธีมาตรฐานที่ผ่านอนุมัติ พร้อมรหัส Revision
- SOP: วิธีควบคุมงานที่ใช้ซ้ำ เช่น การทำความสะอาด การชั่ง การสุ่มตัวอย่าง และการแก้เอกสาร
- Batch Record: หลักฐานการปฏิบัติจริงของรุ่นผลิตหนึ่งรุ่น รวมค่าจริง ลายมือชื่อ และเหตุการณ์
- COA / QC Report: ผลทดสอบเทียบ Specification และสถานะของตัวอย่างหรือรุ่นผลิต
- PIF: แฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมสูตร วิธีผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ฉลาก และหลักฐานคำเคลม
3. เริ่มจาก Product Identity และ Version Control ก่อนเปิดใบผลิต
ก่อนชั่งวัตถุดิบ ใบผลิตต้องระบุให้ชัดว่ากำลังผลิตอะไร หากชื่อการตลาดคล้ายกันหลายกลิ่น หลายเฉด หรือหลายขนาด ต้องมีรหัสที่ลดความสับสน และต้องล็อก Revision ของสูตร วิธีผลิต สเปก และ Artwork ที่มีผลในวันนั้น การใช้เอกสารคนละ Revision ในรุ่นเดียวกันอาจสร้างสินค้าที่สูตรถูกแต่ฉลากผิด หรือบรรจุภัณฑ์ถูกแต่เกณฑ์ตรวจไม่ตรง
Batch Number ควรเป็นรหัสเฉพาะที่ไม่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำกับผลิตภัณฑ์เดียวกัน และสามารถเชื่อมประวัติการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการกระจายสินค้าได้ การออกแบบรหัสไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความลับบนฉลาก แต่ระบบภายในต้องตีความได้อย่างสม่ำเสมอและมีผู้รับผิดชอบ
- Product Code, ชื่อผลิตภัณฑ์, Variant, ขนาดบรรจุ และตลาดปลายทาง
- Formula Code, Master Formula Revision, Packaging Specification และ Artwork Revision
- Batch Number, วันที่ผลิต, ขนาดรุ่นตามแผน และเลขใบสั่งผลิต
- พื้นที่ เครื่องจักร ภาชนะ และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ พร้อมสถานะทำความสะอาดหรือสอบเทียบ
- ผู้ปฏิบัติ ผู้ตรวจทาน และผู้อนุมัติในแต่ละจุดควบคุม
4. Manufacturing Record ต้องเล่ากระบวนการจริงตั้งแต่ชั่งถึง Bulk
ข้อมูลการผลิตควรถูกบันทึกขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่คัดลอกจาก Master Formula หลังเสร็จงาน เริ่มจากการยืนยัน Line Clearance และความพร้อมของพื้นที่ อุปกรณ์ วัตถุดิบ และเอกสาร จากนั้นบันทึกเลขรุ่นวัตถุดิบ น้ำหนักตามทฤษฎี น้ำหนักจริง ผู้ชั่ง ผู้ตรวจสอบ เวลา และสถานะการอนุมัติวัตถุดิบ
ระหว่างผสมควรบันทึกค่าที่มีผลต่อคุณภาพตามที่กำหนด เช่น ลำดับเติม อุณหภูมิ เวลา ความเร็วหรือช่วงการกวน ค่า pH ลักษณะเนื้อ และจุด In-process Control ไม่จำเป็นต้องบันทึกทุกสิ่งที่เครื่องจักรทำ แต่ต้องบันทึก Critical Parameters และเหตุการณ์ที่ช่วยพิสูจน์ว่ากระบวนการอยู่ภายใต้การควบคุม
- ตรวจพื้นที่และ Line Clearance ก่อนเริ่ม เพื่อลดการปะปนจากงานก่อนหน้า
- บันทึกชื่อหรือรหัสวัตถุดิบ Supplier Lot/Internal Lot น้ำหนักจริง และผลการตรวจทาน
- ระบุเวลาเริ่ม–สิ้นสุด ขั้นตอน อุณหภูมิ และค่าควบคุมตามวิธีผลิตที่อนุมัติ
- ติดฉลาก Bulk ให้ระบุตัวตน รุ่น ปริมาณ สถานะ และเงื่อนไขเก็บรักษา
- บันทึกการสุ่มตัวอย่าง ผล In-process และการอนุมัติก่อนส่งต่อไปบรรจุ
5. Packaging Record และ Reconciliation ลดความเสี่ยงสินค้า–ฉลากผิดรุ่น
ช่วงบรรจุมีความเสี่ยงด้าน Mix-up สูง เพราะใช้ขวด ฝา ปั๊ม ฉลาก กล่อง และเอกสารหลายรายการ Packaging Record จึงควรระบุรหัสและ Lot ของวัสดุบรรจุ ฉบับ Artwork เครื่องบรรจุหรือไลน์ผลิต การตรวจต้นไลน์ ระหว่างไลน์ และปลายไลน์ รวมถึงตัวอย่างที่เก็บไว้ตามระบบของโรงงาน
Reconciliation คือการกระทบยอดสิ่งที่จ่ายเข้าไลน์กับสิ่งที่ใช้จริง เหลือคืน เสียหาย ทำลาย และกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ความแตกต่างที่เกินเกณฑ์ต้องได้รับการอธิบายและประเมิน ไม่ควรปรับตัวเลขให้ลงตัว เพราะยอดผิดปกติอาจบ่งชี้การนับผิด การสูญเสีย การปะปน หรือวัสดุถูกใช้ผิดงาน
- จำนวน Bulk ที่รับเข้า ปริมาณบรรจุต่อหน่วย และผลผลิตตามทฤษฎี
- จำนวนขวด ฉลาก กล่อง และวัสดุสำคัญที่เบิก–ใช้–คืน–เสีย–ทำลาย
- ผลตรวจ Coding, Batch Number, วันผลิตหรือข้อมูลที่ต้องแสดง และตำแหน่งพิมพ์
- น้ำหนักหรือปริมาตรบรรจุ การปิดผนึก การรั่ว และความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์
- จำนวนสินค้าดี สินค้ารอพิจารณา ของเสีย ตัวอย่าง และผล Yield ที่คำนวณได้
6. QC Release ไม่ได้ดูเพียงว่าผลทดสอบผ่าน
ผลทดสอบ Finished Product เป็นหลักฐานสำคัญ แต่การปล่อยรุ่นผลิตควรทบทวนทั้งเอกสารการผลิตและบรรจุ ความครบถ้วนของลายมือชื่อ Reconciliation, Deviation, ผล In-process, ผลห้องปฏิบัติการ สถานะวัสดุ และข้อกำหนดเฉพาะของตลาด การที่ค่าตัวอย่างอยู่ใน Specification ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ผิดปกติระหว่างผลิตหายไป
การตัดสินใจ Release, Reject, Rework หรือรอข้อมูลเพิ่มควรมีผู้มีอำนาจตามระบบคุณภาพลงนามและระบุวันที่ สินค้าที่ยังไม่ผ่านการตัดสินต้องถูกควบคุมสถานะไม่ให้จำหน่ายโดยไม่ตั้งใจ เจ้าของแบรนด์ควรขอ COA หรือเอกสารสรุปสถานะที่เชื่อมกับ Batch Number ของสินค้าที่ได้รับทุกครั้ง
- Specification และวิธีทดสอบเป็น Revision ที่อนุมัติและตรงกับตลาดปลายทาง
- ตัวอย่างที่ทดสอบระบุตัวตนและ Batch Number ชัดเจน มี Chain of Custody ตามความเหมาะสม
- ผล OOS, OOT หรือค่าผิดปกติได้รับการสอบสวน ไม่ถูกทดสอบซ้ำจนผ่านโดยไม่มีเหตุผล
- Deviation และ Reconciliation ได้รับการปิดหรือมีเหตุผลรองรับก่อนตัดสินสถานะ
- ผู้อนุมัติ Release เป็นอิสระและมีอำนาจตามโครงสร้างคุณภาพของสถานประกอบการ
7. แก้บันทึกและจัดการ Deviation อย่างไรโดยไม่ทำลาย Audit Trail
เอกสารที่ดีไม่จำเป็นต้องไม่มีการแก้ แต่ต้องเห็นว่าเดิมเขียนอะไร แก้เป็นอะไร ใครแก้ เมื่อใด และเพราะเหตุใด การลบ ปิดทับ ใช้น้ำยาลบคำผิด หรือแทนที่ไฟล์โดยไม่เก็บประวัติทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลลดลง สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ควรมีสิทธิผู้ใช้ Version Control, Audit Trail, การสำรองข้อมูล และการอนุมัติที่เหมาะกับความเสี่ยง
เมื่อกระบวนการออกนอกคำสั่งหรือเกณฑ์ ไม่ควรแก้เฉพาะตัวเลขใน Batch Record ให้ตรง Deviation ควรบันทึกข้อเท็จจริง การควบคุมทันที ขอบเขตผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผล การประเมินความเสี่ยง การสอบสวนสาเหตุ การตัดสินสถานะ และการแก้ไขป้องกัน หากเป็นการเปลี่ยนถาวรต้องเชื่อมไปยัง Change Control และ Revision ใหม่
- คงข้อมูลเดิมให้อ่านได้ พร้อมเหตุผล วันที่ และผู้แก้ไข
- ห้าม Backdate หรือลงชื่อแทนผู้ปฏิบัติงานโดยไม่มีระบบมอบหมายที่ชัด
- แยก Correction ของการเขียนผิดออกจาก Deviation ของกระบวนการจริง
- เชื่อมหมายเลข Deviation, Investigation, CAPA และ Change Control กลับมายังรุ่นผลิต
- ประเมินผลกระทบต่อรุ่นก่อนหน้า รุ่นถัดไป และผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ร่วมกัน
8. Checklist สำหรับเจ้าของแบรนด์ก่อนรับสินค้าแต่ละ Lot
เจ้าของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ QA ของโรงงาน แต่ต้องมีหลักฐานเพียงพอว่าผลิตภัณฑ์ที่รับมาคือรุ่นใด ผ่านเกณฑ์ใด และหากมีปัญหาจะประสานข้อมูลอย่างไร เช็กลิสต์ต่อไปนี้ช่วยจัดบทสนทนากับโรงงานก่อนสั่งผลิตและก่อนชำระรับสินค้าล็อตสำคัญ
รายการนี้เป็นกรอบบริหารโครงการ ไม่ใช่แบบฟอร์มกฎหมายสำเร็จรูป ขอบเขตเอกสารจริงต้องปรับตามประเภทผลิตภัณฑ์ กระบวนการ ตลาด สัญญา และระบบคุณภาพของผู้ผลิต โดยเฉพาะกรณีส่งออกหรือมีวัตถุดิบและคำเคลมเฉพาะ
- ยืนยัน Product Code, Formula Revision, Artwork Revision, ขนาด และจำนวนที่สั่ง
- ตกลงรูปแบบ Batch Number และข้อมูลที่แบรนด์จะใช้ตรวจสอบย้อนกลับ
- ขอ COA หรือ Release Summary ที่ระบุ Batch Number ตรงกับสินค้าที่ส่งมอบ
- ยืนยันว่ามี Batch Record ฉบับสมบูรณ์และผู้มีอำนาจทบทวนก่อน Release
- กำหนดว่ากรณี Deviation ใดต้องแจ้งแบรนด์ก่อนปล่อยสินค้า
- ตรวจจำนวนสินค้า Yield ของเสีย ตัวอย่างสำรอง และยอดส่งมอบให้สอดคล้อง
- กำหนดผู้ติดต่อ QA/Regulatory และเวลาตอบสนองเมื่อมีข้อร้องเรียน
- ตกลงการเก็บ Retention Sample และระยะเวลาตามระบบหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดสิทธิการเข้าถึงเอกสารเมื่อมี Audit, PIF Review, Recall หรือเปลี่ยนโรงงาน
- ทดสอบ Mock Traceability เป็นระยะ: เลือกหนึ่ง Lot แล้วติดตามกลับถึงวัตถุดิบและไปข้างหน้าถึงลูกค้า
- บันทึกการเปลี่ยนสูตร ผู้ขายวัตถุดิบ แพ็กเกจ กระบวนการ หรือ Artwork ผ่าน Change Control
- เก็บ Product Master List กลางของแบรนด์ให้รหัสทุกระบบตรงกัน
Frequently asked questions
01เจ้าของแบรนด์ต้องได้รับ Batch Record ฉบับเต็มจากโรงงาน OEM หรือไม่?+
ไม่จำเป็นว่าต้องได้รับฉบับเต็มทุกกรณี เพราะ Master Formula และรายละเอียดกระบวนการอาจเป็นความลับของผู้ผลิต แต่สัญญาควรกำหนดว่าโรงงานต้องจัดทำและเก็บเอกสาร ใครมีสิทธิตรวจ หน่วยงานกำกับเข้าถึงอย่างไร และแบรนด์จะได้รับ COA, Release Summary หรือข้อมูลใดเมื่อมีข้อร้องเรียน Audit หรือ Recall
02Batch Number ต่างจากเลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางอย่างไร?+
เลขที่ใบรับจดแจ้งเชื่อมกับการแจ้งผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยงาน ส่วน Batch Number ระบุรุ่นการผลิตเฉพาะเพื่อย้อนประวัติวัตถุดิบ การผลิต การควบคุมคุณภาพ และการกระจายสินค้า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลขจดแจ้งเดียวกันจึงมีได้หลาย Batch Number
03ใช้ Electronic Batch Record ได้หรือไม่?+
ใช้ได้เมื่อระบบเหมาะกับความเสี่ยงและควบคุมความน่าเชื่อถือของข้อมูล เช่น สิทธิผู้ใช้ การยืนยันตัวตน เวลา บันทึกการแก้ไข Audit Trail, Version Control, Backup, การกู้คืน และการอนุมัติ ไม่ควรใช้ไฟล์ที่ทุกคนแก้ทับได้โดยไม่เห็นประวัติเป็นหลักฐานหลัก
04หากเขียนข้อมูลผิดใน Batch Record ควรแก้อย่างไร?+
หลักสำคัญคือคงข้อมูลเดิมให้อ่านได้ ระบุข้อมูลที่ถูกต้อง เหตุผล วันที่ และผู้แก้ไขตาม SOP ของสถานประกอบการ ไม่ควรลบ ปิดทับ หรือแก้ย้อนหลังโดยไม่เหลือร่องรอย หากความผิดเกี่ยวข้องกับกระบวนการจริงต้องเปิด Deviation ไม่ใช่แก้เป็นเพียงคำผิด
05เปลี่ยนแพ็กเกจหรือผู้ขายวัตถุดิบ ต้องเปลี่ยน Batch Record หรือไม่?+
การเปลี่ยนต้องผ่าน Change Control และประเมินผลกระทบต่อสูตร วิธีผลิต สเปก การทดสอบ ความเข้ากันได้ ฉลาก และเอกสารที่เกี่ยวข้อง แบบฟอร์มหรือ Master Instruction ควรแก้ Revision ก่อนใช้จริง ส่วนแต่ละ Batch Record ต้องระบุ Lot และฉบับที่ใช้ในรุ่นนั้นอย่างถูกต้อง
Official sources
Official sources checked on 5 August 2026. Verify the effective version before taking action.
- ISO — ISO 22716:2007 Cosmetics: Good Manufacturing Practicesมาตรฐานสากลด้านแนวทางคุณภาพสำหรับการผลิต การควบคุม การจัดเก็บ และการจัดส่งเครื่องสำอาง โดย ISO ระบุว่าได้รับการทบทวนและยืนยันฉบับนี้ในปี 2022
- ASEAN Cosmetic Directive — Product Information and GMPArticle 8 เชื่อมวิธีผลิตที่สอดคล้องกับ ASEAN Cosmetic GMP เข้ากับข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ผู้วางสินค้าในตลาดต้องจัดให้หน่วยงานเข้าถึงได้
- ASEAN Guidelines for Cosmetic Good Manufacturing Practice — Appendix VIสำเนาแนวทาง Appendix VI ที่อธิบาย Batch Number, การชั่งและบันทึก, Written Procedures, In-process Controls, Documentation และ Traceability ในการผลิตเครื่องสำอาง
- กองควบคุมเครื่องสำอาง อย. — การรับรองมาตรฐาน GMP เครื่องสำอางหน้ารวมระเบียบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของไทยสำหรับการรับรองมาตรฐาน GMP เครื่องสำอาง ควรตรวจเอกสารฉบับมีผลก่อนขอรับรองหรือประเมินสถานที่
- EUR-Lex — Regulation (EC) No 1223/2009 on cosmetic productsArticle 8 กำหนดให้การผลิตเครื่องสำอางสอดคล้องกับ Good Manufacturing Practice; ตรวจสอบกับฉบับรวมที่ EUR-Lex แสดงเป็นฉบับปัจจุบันวันที่ 1 พฤษภาคม 2026



