Quick answer
In-process Control เครื่องสำอางคือการตรวจและทดสอบระหว่างการผลิต เพื่อยืนยันว่ากระบวนการยังอยู่ในสภาวะควบคุมก่อนส่งต่อไปขั้นถัดไป ระบบที่ใช้ตัดสินใจได้ต้องระบุจุดตรวจ วิธีสุ่ม วิธีทดสอบ เกณฑ์ยอมรับ ผู้ตัดสิน และ Reaction Plan ไว้ล่วงหน้า พร้อมบันทึกค่าจริง เช่น เวลา อุณหภูมิ ความเร็วผสม pH ความหนืด ลักษณะและความเป็นเนื้อเดียว ไม่ใช่เพียงติ๊กว่า “ผ่าน” หลังจบงาน
Key takeaways
- กำหนด Critical In-process Controls จากความเสี่ยงของสูตรและกระบวนการ ไม่ใช้รายการเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์
- แยก Process Parameter เช่น เวลา อุณหภูมิ และความเร็ว ออกจาก Product Attribute เช่น pH ความหนืด และลักษณะ
- กำหนด Sampling Point, Sample Timing, Method และ Acceptance Limit ก่อนเริ่ม Batch
- บันทึกค่าจริงและเวลา ณ จุดปฏิบัติ พร้อมเครื่องมือ ผู้ตรวจ และการแก้ไขข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
- เมื่อค่าออกนอกเกณฑ์ให้หยุด–กักกัน–ประเมินตาม Reaction Plan ห้ามปรับกระบวนการหรือทดสอบซ้ำโดยไม่มีเหตุผล
1. In-process Control คืออะไร และทำไมต้องตรวจก่อน Finished Product
ASEAN Cosmetic GMP ให้นิยาม In-process Control ว่าเป็นการตรวจและทดสอบระหว่างการผลิต รวมถึงการตรวจสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นไปตามข้อกำหนด จุดประสงค์จึงไม่ใช่สร้างเอกสารเพิ่ม แต่คือค้นหาความผิดปกติในเวลาที่ยังหยุด แยก หรือแก้ไขอย่างมีหลักฐานได้
Finished Product Test เป็นภาพของตัวอย่างหลังงานเสร็จ ขณะที่ IPC แสดงว่ากระบวนการเดินอย่างไร หากอิมัลชันเริ่มแยกชั้น อุณหภูมิออกนอกช่วง หรือค่า pH เคลื่อนไปผิดทิศ การเห็นระหว่างขั้นช่วยจำกัดผลกระทบก่อนเติมวัตถุดิบต่อหรือส่ง Bulk ไปบรรจุ
2. แยก Process Parameter ออกจาก Product Attribute
Process Parameter คือเงื่อนไขที่ผู้ผลิตควบคุม เช่น ลำดับเติม เวลา อุณหภูมิ ความเร็วรอบ แรงดัน สุญญากาศ หรืออัตราการไหล ส่วน Product Attribute คือผลที่เกิดกับเนื้อ เช่น Appearance, pH, Viscosity, Density และ Homogeneity ทั้งสองกลุ่มต้องเชื่อมกันเพื่ออธิบายเหตุและผล
การวัดเฉพาะ pH ตอนจบไม่ตอบว่าเหตุใดค่าจึงเปลี่ยน และการบันทึกเฉพาะรอบกวนก็ไม่ยืนยันว่าเนื้อได้คุณภาพ กำหนด Parameter และ Attribute ที่ต้องตรวจในแต่ละขั้นจากความเสี่ยงและข้อมูลพัฒนา แล้วระบุไว้ใน Master Formula และ Batch Record
3. สร้าง Process Map และกำหนด Control Point
วาดลำดับตั้งแต่เตรียมอุปกรณ์ เติมน้ำหรือ Base ให้ความร้อน กระจายผง สร้างอิมัลชัน ลดอุณหภูมิ เติมสารไวความร้อน ปรับ pH Deaeration ไปจนถึง Transfer จากนั้นถามทุกขั้นว่า ความผิดพลาดใดเกิดได้ จะตรวจพบอย่างไร และต้องหยุดก่อนจุดใด
ไม่จำเป็นต้องทำทุกค่าที่ทุกขั้น เลือก Control Point ที่มีผลต่อคุณภาพหรือแก้ไขภายหลังยาก เช่น อุณหภูมิก่อนรวมเฟส ความสมบูรณ์ของการ Hydration ค่า pH ก่อนเติมสารบางชนิด หรือความหนืดหลัง Cooling การตรวจมากแต่ไม่เชื่อมกับการตัดสินใจทำให้หน้างานช้าโดยไม่ลดความเสี่ยง
4. กำหนด Target, Operating Range และ Action Limit ให้ต่างกัน
Target คือค่าที่ต้องการ Operating Range คือช่วงที่กระบวนการทำงานได้ตามข้อมูล ส่วน Action Limit คือขอบเขตที่เมื่อแตะหรือเกินแล้วต้องหยุดและดำเนินการตามแผน อย่ารอให้ค่า Bulk Specification หลุดจึงเริ่มตอบสนอง เพราะอาจสายเกินกว่าจะควบคุมขั้นต่อไป
ช่วงควรมาจาก Development, Scale-up, Capability และประวัติ Batch ไม่ใช่ตัวเลขสากลที่คัดลอกมา ค่า pH หรือความหนืดเดียวกันอาจไม่เหมาะกับสูตร เครื่องมือ อุณหภูมิทดสอบ และวิธีเตรียมตัวอย่างต่างกัน ทุกเกณฑ์ต้องระบุหน่วย เงื่อนไขและวิธีวัด
5. ควบคุมลำดับเติม เวลา และการยืนยันตัวตน
ผู้ปฏิบัติงานควรยืนยัน Material Code, Lot, Quantity และ Step ก่อนเติม บันทึกเวลาเริ่ม–สิ้นสุดและผู้เติม โดยวัตถุดิบที่มีผลสูงหรือเติมปริมาณต่ำควรใช้การตรวจทวนตามความเสี่ยง การมีชุดวัตถุดิบชั่งครบยังไม่ป้องกันการเติมผิดลำดับหรือผิดถัง
กำหนด Hold Point ก่อนขั้นย้อนกลับยาก เช่น ก่อน Neutralization ก่อนเติมน้ำหอม สี หรือสารไวความร้อน ระบบ Barcode ช่วยได้เมื่อ Master Data, สิทธิ์ Override และ Audit Trail เชื่อถือได้ แต่ยังต้องตรวจภาชนะ ซีล สถานะ และของจริงหน้างาน
6. อุณหภูมิต้องระบุจุดวัดและช่วงเวลา
อุณหภูมิบนหน้าจอ Jacket ไม่จำเป็นต้องเท่ากับอุณหภูมิของเนื้อทุกตำแหน่ง ระบุ Sensor ID, จุดวัด, ช่วงที่ต้องรักษา และเวลาที่ต้องอยู่ในช่วง รวมถึงเงื่อนไขก่อนเติมวัตถุดิบหรือรวมเฟส หากใช้เครื่องวัดพกพาต้องควบคุมความสะอาดและสถานะสอบเทียบ
บันทึก Actual Trend เมื่อระบบรองรับ ไม่ใช้เพียง Set Point กรณีอุณหภูมิหลุดช่วง ให้บันทึกขนาดและระยะเวลาของ Excursion พร้อมขั้นที่เกิด เพราะผลกระทบของ 2 องศาในช่วงสั้นอาจต่างจากการพักผิดอุณหภูมิหลายชั่วโมง
7. เวลา ความเร็วผสม และแรงเฉือนต้องเทียบกับอุปกรณ์จริง
RPM อย่างเดียวอาจเทียบข้ามถังไม่ได้ เพราะรูปทรงใบกวน เส้นผ่านศูนย์กลาง ระดับเติมและ Baffle ต่างกัน ควรระบุ Equipment ID, Agitator/Homogenizer, Speed, Duration และจุดเริ่มจับเวลาที่ชัดเจน พร้อมเงื่อนไขหากหยุดเครื่องกลางคัน
กวนน้อยอาจทำให้กระจายตัวไม่ครบ แต่กวนมากเกินอาจสร้างฟอง ลดความหนืด หรือเพิ่มอุณหภูมิ จึงต้องใช้ข้อมูล Scale-up และ Batch Trend กำหนด Operating Range ไม่ใช้หลักคิดว่าเพิ่มเวลาแล้วจะดีขึ้นเสมอ
8. ตรวจ pH ให้เทียบกันได้
กำหนดว่าจะวัดเนื้อโดยตรงหรือสารละลายเจือจาง อัตราส่วน ตัวทำละลาย อุณหภูมิตัวอย่าง เวลารอ และวิธีคน เพราะเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ค่าแตกต่าง ตรวจสถานะ Electrode, Calibration/Verification และการล้างระหว่างตัวอย่างก่อนใช้ผลตัดสิน
การปรับ pH ต้องมีสารปรับที่อนุมัติ ความเข้มข้น วิธีเติม ปริมาณสูงสุด การกวน และเวลารอสมดุล ห้ามเติมทีละน้อยจนผ่านโดยไม่มีบันทึก เพราะปริมาณสะสมอาจเปลี่ยนสูตรและทำให้หา Root Cause ไม่ได้
9. วัดความหนืดโดยควบคุมวิธีเตรียมตัวอย่าง
Viscosity ขึ้นกับอุณหภูมิ Spindle, Speed, เวลาอ่าน ขนาดภาชนะ ประวัติแรงเฉือน และเวลาพักหลังผลิต ต้องระบุเงื่อนไขทั้งหมด ไม่เปรียบเทียบค่าที่วัดคนละอุณหภูมิหรือคนละวิธีแล้วสรุปว่ากระบวนการผันผวน
สูตรบางชนิดยังพัฒนาโครงสร้างหลัง Cooling หรือพัก จึงควรแยก In-process Target สำหรับตัดสินขั้นถัดไปออกจาก Bulk/Finished Specification หากเหมาะสม พร้อมทำ Correlation จากข้อมูลจริง ไม่บังคับให้ค่าระหว่างผลิตเท่าค่าหลังพักทันที
10. Appearance และ Homogeneity ต้องมีเกณฑ์มากกว่าคำว่า “ปกติ”
กำหนด Reference Standard หรือคำอธิบายที่ตรวจได้ เช่น สี กลิ่น ความเงา เม็ดผง ฟอง การแยกชั้น และสิ่งแปลกปลอม พร้อมสภาพแสง ภาชนะ และปริมาณตัวอย่าง การใช้คำว่า “OK” หรือ “ปกติ” โดยไม่มีนิยามทำให้แต่ละกะตัดสินต่างกัน
ประเมินความเป็นเนื้อเดียวจาก Sampling Location ที่เหมาะสม เช่น บน–กลาง–ล่างหรือจุดต้น–ท้ายของ Transfer ไม่สรุปจากตัวอย่างเดียวใกล้ผิวถัง โดยเฉพาะสูตรแขวนลอย เม็ดบีด สี หรือความหนืดสูงที่มีโอกาสเกิด Gradient
11. Sampling Plan ต้องเป็นตัวแทนและไม่สร้างการปนเปื้อน
กำหนด Who, Where, When, How และ How Much: ผู้เก็บ จุดเก็บ เวลาหลังจบขั้น วิธี Flush/ผสมก่อนเก็บ ปริมาณ ภาชนะ และเวลาส่งทดสอบ จุดเก็บควรตอบความเสี่ยงของถังและสาย ไม่เลือกเพียงจุดที่เข้าถึงง่ายที่สุด
ใช้อุปกรณ์สะอาด ปิดตัวอย่าง ระบุ Product, Batch, Stage, Sample Point, Date/Time และผู้เก็บ หากตัวอย่างต้องควบคุมอุณหภูมิหรือทดสอบภายในเวลาที่กำหนด ให้บันทึกเงื่อนไขจริง การสุ่มที่ไม่ควบคุมอาจสร้างผลผิดปกติหรือพาเชื้อเข้าสู่ Batch
12. บันทึก Actual Data และรักษา Data Integrity
Batch Record ควรบันทึกค่าจริง ไม่ใช้เครื่องหมายถูกแทนตัวเลขที่เป็นข้อมูลตัดสินใจ ระบุเวลา เครื่องมือ ผู้ปฏิบัติ ผู้ตรวจ และผลการคำนวณ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควรควบคุมสิทธิ์ เวลา Version, Audit Trail และการแก้ไขข้อมูล
หากเขียนผิดให้คงข้อมูลเดิมอ่านได้ ระบุข้อมูลใหม่ เหตุผล วันที่และผู้แก้ตาม SOP ห้ามเขียนจากความจำหลังจบกะหรือเลือกเฉพาะค่าที่ผ่านมาบันทึก การเห็นแนวโน้มใกล้ขอบเขตมีคุณค่าต่อการป้องกันมากกว่าบันทึกที่มีแต่คำว่าผ่าน
13. Reaction Plan เมื่อค่าออกนอกเกณฑ์
แผนควรกำหนดล่วงหน้าว่าใครหยุดกระบวนการ ใครกักกัน Bulk ขอบเขตการตรวจซ้ำ การแจ้ง QA และข้อมูลที่ต้องเก็บ แยก Instrument/Sampling Check ออกจากการปรับ Process และห้ามทดสอบซ้ำจนได้ผลผ่านโดยไม่สืบสวน
การ Rework, Reprocess หรือ Adjustment ต้องอยู่ในวิธีที่อนุมัติและประเมินผลกระทบต่อสูตร คุณภาพและเวลา หากเหตุไม่อยู่ในแผน ให้เปิด Deviation ทำ Batch Impact Assessment และให้ผู้มีอำนาจตัดสินก่อนเดินงานต่อ การผ่าน Finished Product ภายหลังไม่ลบความผิดปกติของกระบวนการ
14. เช็กลิสต์ 15 จุดสำหรับ Audit In-process Control
ใช้รายการนี้ตรวจ Master Formula, Batch Record และหน้างานจาก Batch จริง โดยทุกข้อควรมีเกณฑ์ ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานที่ตรวจย้อนหลังได้
- 1) Process Map ระบุขั้นและ Hold Point ที่สำคัญ
- 2) IPC เชื่อมกับความเสี่ยงของสูตรและกระบวนการ
- 3) แยก Process Parameter และ Product Attribute ชัดเจน
- 4) Target, Operating Range และ Action Limit ได้รับอนุมัติ
- 5) ลำดับเติม Material/Lot/Quantity ถูกยืนยันก่อนเติม
- 6) เวลาเริ่ม–สิ้นสุดและเงื่อนไขหยุดเครื่องถูกบันทึก
- 7) อุณหภูมิระบุ Sensor, จุดวัด ช่วง และระยะเวลา
- 8) Speed/Agitation/Homogenization เชื่อมกับ Equipment ID
- 9) วิธีวัด pH ระบุอุณหภูมิ การเตรียมตัวอย่าง และเครื่องมือ
- 10) วิธีวัด Viscosity ระบุ Spindle, Speed, Time และ Temperature
- 11) Appearance/Homogeneity มี Reference และเกณฑ์ที่สื่อสารตรงกัน
- 12) Sampling Plan ระบุจุด เวลา วิธี ปริมาณ และภาชนะ
- 13) Actual Data, ผู้ตรวจ เวลา และการแก้ไขข้อมูลครบถ้วน
- 14) Reaction Plan ครอบคลุม Stop, Hold, Escalate และ Investigate
- 15) Trend, Deviation และ CAPA ถูกใช้ปรับ Control Strategy
15. สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ควรตกลงกับโรงงาน OEM
ถามว่าแต่ละผลิตภัณฑ์มี IPC อะไร ที่จุดใด เกณฑ์มาจากข้อมูลใด และเมื่อค่าใกล้หรือออกนอกขอบเขตใครมีอำนาจหยุดงาน Quality Agreement ควรกำหนดเหตุที่ต้องแจ้งแบรนด์ สิทธิ์ทบทวน Batch Summary/Deviation และการอนุมัติ Reprocess หรือการเปลี่ยน Control Strategy
ติดตาม KPI ที่สะท้อนความสามารถของระบบ เช่น IPC First-pass Rate, Excursion Rate, Repeat Cause, Right-first-time Batch และ Parameter Capability แต่ไม่ใช้ KPI กดดันให้พนักงานปรับค่าจนผ่านหรือไม่รายงานเหตุ เป้าหมายคือเห็นสัญญาณเร็วและลดความแปรปรวนอย่างมีหลักฐาน
Frequently asked questions
01In-process Control เครื่องสำอางต้องตรวจอะไรบ้าง?+
ขึ้นกับความเสี่ยงของสูตรและกระบวนการ ตัวอย่างทั่วไปได้แก่ ลำดับเติม เวลา อุณหภูมิ ความเร็วผสม pH ความหนืด Appearance, Homogeneity, Density และการสุ่มจากตำแหน่งสำคัญ ไม่ควรใช้รายการเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์โดยไม่มีเหตุผล
02ค่า IPC ต่างจาก Finished Product Specification ได้หรือไม่?+
ต่างได้เมื่อมีข้อมูลรองรับ เพราะผลิตภัณฑ์บางสูตรยังเปลี่ยนหลัง Cooling, Deaeration หรือพัก แต่ต้องกำหนดความสัมพันธ์และเกณฑ์ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล ไม่ปรับช่วงภายหลังเพื่อให้ Batch ที่ผิดปกติผ่าน
03หาก pH หรือความหนืดไม่ผ่าน สามารถปรับแล้วตรวจใหม่ได้หรือไม่?+
ทำได้เฉพาะเมื่อมี Adjustment Procedure ที่อนุมัติ ระบุชนิดและปริมาณสาร วิธีเติม การกวน เวลารอ และขีดจำกัด พร้อมบันทึกทุกครั้ง หากอยู่นอกแผนต้องกักกันและเปิด Deviation ก่อนดำเนินการ
04QC ต้องเป็นผู้ตรวจ IPC ทุกจุดหรือไม่?+
ไม่จำเป็นทุกจุด ฝ่ายผลิตอาจตรวจตามวิธีที่ฝึกอบรมและเครื่องมือที่ควบคุม ส่วน QC/QA กำกับวิธี เกณฑ์ การทวนสอบและการตัดสินตามความเสี่ยง ต้องแบ่งหน้าที่และสิทธิ์หยุดงานให้ชัด
05เจ้าของแบรนด์ควรขอหลักฐาน IPC อะไรจากโรงงาน?+
ขอ IPC Summary ที่แสดงจุดตรวจ เกณฑ์ ค่าจริงหรือสถานะ แนวโน้มสำคัญ เครื่องมือ และ Deviation ที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดระดับข้อมูลใน Quality Agreement เพื่อยืนยันการควบคุมโดยไม่เปิดเผยสูตรหรือข้อมูลลูกค้ารายอื่นเกินจำเป็น
Official sources
Official sources checked on 4 September 2026. Verify the effective version before taking action.
- กองควบคุมเครื่องสำอาง อย. — GMP เครื่องสำอางตรวจเมื่อ 4 กันยายน 2569 หน้าทางการรวบรวมคู่มือและแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP รวมถึงรายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับรองซึ่งอัปเดต 18 สิงหาคม 2569 ผู้ประกอบการควรตรวจประกาศและเงื่อนไขที่ใช้กับสถานที่ของตน
- ASEAN Cosmetic Directive — Appendix VI Cosmetic GMPข้อ 6.4.3 กำหนดให้ดำเนินการและบันทึก In-process Controls ที่จำเป็น ข้อ 7.1.2 ครอบคลุมการ Sampling/Testing ระหว่างกระบวนการ และข้อ 8.3.1 ให้ Master Formula ระบุ IPC พร้อม Limits ตามความเหมาะสม เช็กลิสต์ 15 จุดเป็นกรอบสังเคราะห์ ไม่ใช่จำนวนข้อบังคับตายตัว
- ISO — ISO 22716:2007 Cosmetics Good Manufacturing PracticesISO ระบุว่ามาตรฐานครอบคลุม Production, Control, Storage และ Shipment และยังเป็นฉบับปัจจุบันหลังทบทวนปี 2022 ใช้เป็นกรอบระบบคุณภาพ ไม่ได้กำหนดค่า pH ความหนืด หรือช่วงกระบวนการสากลสำหรับทุกสูตร
- U.S. FDA — Cosmetic GMP Guidelines/Inspection Checklistใช้เป็น Benchmark เรื่อง Written In-process Control Methods การสุ่มระหว่าง Processing/Transfer/Filling และการทดสอบ In-process Sample เทียบกับข้อกำหนด เป็นแนวทางของสหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายเครื่องสำอางไทย



