คำตอบสรุป
คำเคลมเครื่องสำอางต้องเป็นจริง ไม่เกินจริง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของเครื่องสำอาง เช่น ทำความสะอาด เสริมความสวยงาม เปลี่ยนลักษณะที่ปรากฏ ระงับกลิ่น หรือดูแลส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี ไม่ควรสื่อว่ารักษา ป้องกัน หรือบำบัดโรค หรือเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย ก่อนเผยแพร่ควรตรวจข้อความ ภาพ ชื่อสินค้า รีวิว และสคริปต์ Influencer กับสูตร ประเภทผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ และหลักฐานที่มีจริงทุกช่องทาง
ประเด็นสำคัญ
- เลขจดแจ้งเครื่องสำอางไม่ใช่ใบรับรองว่าทุกคำเคลมหรือโฆษณาผ่านการอนุมัติ
- ต้องตรวจความหมายรวมของคำ ภาพ เสียง Before–After ชื่อสินค้า Hashtag และรีวิว ไม่ใช่ตรวจเฉพาะประโยคหลัก
- คำว่า “ช่วย” หรือ Disclaimer ไม่ได้ทำให้ข้อความที่มีความหมายเชิงรักษาโรคกลายเป็นคำเคลมที่ใช้ได้โดยอัตโนมัติ
- หลักฐานของวัตถุดิบไม่เท่ากับหลักฐานของสูตรสำเร็จรูป ต้องประเมินความสอดคล้องของชนิดสาร ปริมาณ สูตร วิธีใช้ และกลุ่มตัวอย่าง
- สร้าง Claim Matrix และกำหนดผู้อนุมัติก่อนส่ง Artwork, Marketplace และ Influencer Brief
- เมื่อไม่แน่ใจ สามารถยื่นขอความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณาต่อ อย. ตามช่องทางและเอกสารที่กำหนด
1. คำเคลมเครื่องสำอางครอบคลุมมากกว่าข้อความบนฉลาก
ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคไม่ได้รับสารจากข้อความบรรทัดเดียว แต่รับรู้จากภาพรวมของชื่อผลิตภัณฑ์ พาดหัว ภาพผิว Before–After คำพูดในวิดีโอ กราฟ รีวิว ดาวรับรอง Hashtag คำบรรยายใต้ภาพ และคำตอบของพนักงานขาย ทุกองค์ประกอบจึงควรถูกนำมาประเมินร่วมกันว่าทำให้เข้าใจคุณสมบัติของสินค้าอย่างไร
คู่มือแนวทางการโฆษณาเครื่องสำอางฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567 ของ อย. จัดทำขึ้นให้สอดคล้องกับช่องทางสื่อสารสมัยใหม่ และระบุผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้ขาย และ Influencer แบรนด์จึงไม่ควรส่งเพียงรายการคำต้องห้ามให้ผู้สร้างคอนเทนต์ แต่ควรมี Brief ที่บอกขอบเขตข้อความที่ใช้ได้ หลักฐาน และสิ่งที่ห้ามตีความเกิน
- Primary pack, กล่อง, ใบแทรก และ QR landing page
- เว็บไซต์ หน้าสินค้า Marketplace โฆษณาแบบชำระเงิน และ Live commerce
- ภาพนิ่ง วิดีโอ เสียงบรรยาย Caption, Hashtag และ Comment ที่แบรนด์ใช้ส่งเสริมการขาย
- รีวิว Testimonial, Before–After, KOL/Influencer Script และเอกสารอบรมพนักงานขาย
2. หลักตัดสินเบื้องต้น: ยังอยู่ในขอบเขต “เครื่องสำอาง” หรือไม่
พระราชบัญญัติเครื่องสำอางและแนวทาง ASEAN แยกเครื่องสำอางจากผลิตภัณฑ์ที่มุ่งรักษาโรคโดยดูทั้งองค์ประกอบและวัตถุประสงค์ที่เสนอขาย คำเคลมที่ปลอดภัยกว่าจึงควรอธิบายผลในขอบเขตการทำความสะอาด เสริมความสวยงาม เปลี่ยนลักษณะที่ปรากฏ ระงับกลิ่น หรือปกป้องดูแลส่วนภายนอกร่างกาย ฟัน และเยื่อบุช่องปากให้อยู่ในสภาพดี โดยต้องสอดคล้องกับประเภทสินค้าและวิธีใช้จริง
ถ้าข้อความสื่อถึงการวินิจฉัย รักษา ป้องกันโรค ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อก่อโรค หรือเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย ความเสี่ยงจะสูงขึ้นและอาจหลุดจากขอบเขตเครื่องสำอาง การเติมคำว่า “ช่วย” “ดูแล” หรือ “ผลลัพธ์ขึ้นกับบุคคล” ไม่ได้ลบความหมายหลักที่ผู้บริโภครับรู้
- ถามว่า ผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าใจว่าสินค้านี้ทำอะไร ไม่ใช่ดูเพียงเจตนาของผู้เขียน
- เทียบคำเคลมกับประเภท วิธีใช้ บริเวณใช้ และข้อมูลในใบรับจดแจ้ง
- หลีกเลี่ยงคำที่สื่อผลทางยา แม้คู่แข่งหรือผู้ขายวัตถุดิบจะใช้คำเดียวกัน
- ประเมินชื่อสินค้าและภาพประกอบด้วย เพราะอาจสร้างความหมายเกินกว่าข้อความที่เขียน
3. สี่กลุ่มข้อความเสี่ยงที่ต้องหยุดตรวจ
รายการคำต้องห้ามแบบตายตัวช่วยได้เพียงบางส่วน เพราะความหมายขึ้นกับบริบท ภาษา ภาพ ประเภทผลิตภัณฑ์ และหลักฐาน แบรนด์ควรใช้ระบบ Red Flag เพื่อส่งข้อความเสี่ยงให้ฝ่ายกฎระเบียบประเมินก่อน ไม่ควรให้นักเขียนคอนเทนต์ตัดสินจากคำใดคำหนึ่งเพียงลำพัง
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกลุ่มความเสี่ยงสำหรับการคัดกรอง ไม่ใช่บัญชีครบถ้วนหรือคำวินิจฉัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ หากโครงการอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว ควรตรวจคู่มือฉบับปัจจุบันและขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานก่อนเผยแพร่
- Disease/Treatment: สื่อว่ารักษา ป้องกัน บำบัด หรือแก้สาเหตุของโรคและภาวะทางการแพทย์
- Structural/Physiological: สื่อว่าเปลี่ยนโครงสร้าง กระตุ้นระบบภายใน ฮอร์โมน เซลล์ หรือการทำงานของร่างกายเกินขอบเขตเครื่องสำอาง
- Absolute/Guaranteed: รับรองผลแน่นอน ถาวร ทันที ดีที่สุด หรือได้ผลกับทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไขและหลักฐานรองรับ
- Authority/Misleading: ทำให้เข้าใจว่า อย. รับรองประสิทธิภาพ แพทย์หรือสถาบันรับรอง หรือใช้สถิติและเครื่องหมายที่ผู้บริโภคตีความเกินจริง
4. หลักฐานแบบไหนจึงสอดคล้องกับคำเคลม
หลักฐานไม่ควรถูกเก็บเพียงเพื่อมีไฟล์แนบ แต่ต้องตอบข้อความที่ใช้จริง หากอ้างคุณสมบัติจากวัตถุดิบ ต้องตรวจว่าวัตถุดิบเดียวกันถูกใช้ในสูตรที่ความเข้มข้นและสภาวะเหมาะสมหรือไม่ ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบอาจช่วยอธิบายกลไกหรือแนวโน้ม แต่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ผลของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปโดยตรง
การทดสอบสูตรสำเร็จรูปควรออกแบบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ ระยะเวลา วิธีใช้ กลุ่มเป้าหมาย และเครื่องมือวัดที่กล่าวอ้าง ข้อมูล Consumer Perception เหมาะกับข้อความเรื่องความรู้สึกหรือความพึงพอใจ ส่วนการอ้างผลเชิงวัดควรมีวิธีทดสอบและการรายงานที่เหมาะสม อย่าตัดเฉพาะตัวเลขที่ดีที่สุดออกจากบริบท
- Ingredient dossier: ข้อมูลหน้าที่ ปริมาณใช้ เงื่อนไขสูตร และคุณภาพวัตถุดิบ
- Finished-product test: ผลทดสอบกับสูตรและบรรจุภัณฑ์ที่จะจำหน่ายจริง
- Method relevance: วิธีวัด ระยะเวลา กลุ่มตัวอย่าง และวิธีใช้ตรงกับข้อความหรือไม่
- Wording match: หลักฐานสนับสนุนคำว่า “ช่วยให้ผิวดู…” ไม่ควรถูกขยายเป็นผลรักษาหรือผลถาวร
- Version control: ระบุรหัสสูตร รุ่นรายงาน วันที่ และข้อความที่อนุมัติให้เชื่อมกัน
5. สร้าง Claim Matrix ก่อนออกแบบและถ่ายโฆษณา
Claim Matrix คือเอกสารกลางที่เชื่อมสิ่งที่ต้องการพูดกับหลักฐาน สูตร ตำแหน่งที่ใช้ และผู้อนุมัติ ช่วยลดปัญหาข้อความเปลี่ยนระหว่างฝ่ายวิจัย นักออกแบบ เอเจนซี และทีมขาย และทำให้รู้ว่าคำใดใช้ได้ทุกช่องทาง คำใดต้องมีเงื่อนไข และคำใดไม่ควรใช้
ควรเริ่ม Claim Matrix ตั้งแต่ Product Brief ไม่ใช่หลังถ่ายแคมเปญเสร็จ เพราะคำเคลมมีผลต่อการเลือกสารสำคัญ แผนทดสอบ บรรจุภัณฑ์ และงบการตลาด เมื่อสูตรหรือหลักฐานเปลี่ยน ต้องทบทวนข้อความและชิ้นงานที่ได้รับผลกระทบผ่าน Change Control
- Claim ID และข้อความภาษาไทย–อังกฤษฉบับเต็ม
- Consumer takeaway: ผู้บริโภคน่าจะเข้าใจว่าอย่างไร
- สูตร/สาร/คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องและประเภทหลักฐาน
- เงื่อนไขการใช้ เช่น ระยะเวลา วิธีใช้ หรือคำอธิบายประกอบที่จำเป็น
- ช่องทางที่อนุมัติ: Pack, Website, Marketplace, Ads, PR หรือ Influencer
- สถานะ ผู้อนุมัติ เลขเวอร์ชัน และวันทบทวนครั้งถัดไป
6. Workflow อนุมัติโฆษณา 5 ด่านก่อนเผยแพร่
ระบบที่ใช้งานได้จริงควรตรวจทั้ง Content และ Context เริ่มจากล็อก Master Claims แล้วให้ทีมสร้างสรรค์ทำงานภายในขอบเขต จากนั้นตรวจร่างที่รวมภาพ เสียง และรูปแบบการนำเสนอจริง ไม่ควรอนุมัติเฉพาะข้อความใน Spreadsheet แล้วปล่อยให้ภาพหรือการตัดต่อสร้างความหมายใหม่ภายหลัง
กรณีไม่แน่ใจว่าข้อความเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ กองควบคุมเครื่องสำอางมีช่องทางยื่นขอความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณา พร้อมคู่มือ เอกสาร และค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด การขอความเห็นเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง แต่ไม่ได้แทนความรับผิดชอบในการใช้สื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่ยื่น
- ด่าน 1 — Product & Formula: ยืนยันประเภท สูตร วิธีใช้ และข้อมูลที่จดแจ้ง
- ด่าน 2 — Evidence: จับคู่แต่ละ Claim กับหลักฐานและข้อจำกัด
- ด่าน 3 — Creative Review: ตรวจข้อความ ภาพ Before–After ชื่อ กราฟ Caption และเสียงร่วมกัน
- ด่าน 4 — Channel Review: ตรวจข้อกำหนดเฉพาะของแพ็กเกจ Marketplace Ads และ Influencer
- ด่าน 5 — Release & Archive: ล็อกไฟล์อนุมัติ เก็บหลักฐาน ผู้เผยแพร่ วันที่ และ URL เพื่อเรียกคืนได้
7. เช็กลิสต์ 12 ข้อก่อนกด Publish
ก่อนปล่อยสื่อ ให้ผู้อนุมัติที่กำหนดตรวจรายการเดียวกันทุกครั้ง ไม่ว่าชิ้นงานจะมาจากทีมภายใน เอเจนซี ร้านค้าออนไลน์ หรือ Influencer การตรวจแบบสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อความซึ่งเคยถูกปฏิเสธกลับมาใช้ใหม่ในอีกช่องทางหนึ่ง
- ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ตรงกับสินค้าและใบรับจดแจ้ง
- ข้อความอยู่ในวัตถุประสงค์ของเครื่องสำอางและไม่สื่อผลทางยา
- ไม่มีคำรับรองแบบเด็ดขาด เกินจริง หรือทำให้เข้าใจว่าได้ผลกับทุกคน
- ภาพ เสียง Before–After และกราฟไม่สร้างความหมายเกินข้อความ
- ตัวเลข เปอร์เซ็นต์ และระยะเวลาอ่านได้ครบ ไม่ตัดเงื่อนไขสำคัญออก
- หลักฐานตรงกับสูตร รุ่นสินค้า วิธีใช้ และกลุ่มเป้าหมาย
- ข้อความเกี่ยวกับวัตถุดิบไม่ถูกยกระดับเป็นผลของผลิตภัณฑ์โดยไม่มีฐานรองรับ
- รีวิวและ Influencer Script อยู่ใน Master Claims ที่อนุมัติ
- ไม่มีการอ้างว่า อย. รับรองประสิทธิภาพจากการมีเลขจดแจ้ง
- Disclaimer อ่านได้จริงและไม่ขัดกับข้อความหลัก
- ลิงก์ Landing page และ Comment response ของแบรนด์ผ่านการตรวจ
- เก็บไฟล์อนุมัติ Claim Matrix หลักฐาน และวันที่เผยแพร่ครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย
01เลขจดแจ้ง อย. หมายความว่าคำเคลมผ่านการอนุมัติแล้วหรือไม่?+
ไม่ใช่ เลขจดแจ้งแสดงว่ามีการจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ตามกระบวนการ ไม่ใช่การรับรองประสิทธิภาพหรืออนุมัติคำโฆษณาทุกข้อความ ผู้รับผิดชอบยังต้องตรวจโฆษณาให้เป็นจริง ไม่เกินจริง และไม่ทำให้เข้าใจผิด
02เติมคำว่า “ช่วย” แล้วใช้ข้อความเกี่ยวกับการรักษาได้หรือไม่?+
ไม่ได้โดยอัตโนมัติ ต้องดูความหมายรวมที่ผู้บริโภคได้รับ หากยังสื่อว่ารักษา ป้องกันโรค หรือเปลี่ยนการทำงานของร่างกาย การเติมคำว่า “ช่วย” หรือ Disclaimer ไม่ได้แก้ความเสี่ยงหลัก
03ใช้ผลวิจัยของสารสกัดเป็นหลักฐานของผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่?+
ใช้ประกอบการประเมินได้ แต่ต้องตรวจว่าสารเดียวกัน คุณภาพ ปริมาณ ระบบสูตร วิธีใช้ และผลลัพธ์ที่อ้างสอดคล้องกันหรือไม่ หากข้อความสื่อผลของสูตรสำเร็จรูป อาจต้องมีหลักฐานของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่เหมาะสมเพิ่มเติม
04แบรนด์ต้องรับผิดชอบคำพูดของ Influencer หรือไม่?+
สื่อ Influencer ที่ใช้เพื่อส่งเสริมการขายควรถูกควบคุมในระบบโฆษณาของแบรนด์ คู่มือ อย. ฉบับปรับปรุงปี 2567 ระบุผู้ขายและ Influencer เป็นกลุ่มที่ควรปฏิบัติตามแนวทาง แบรนด์จึงควรมีสคริปต์ ข้อความที่ใช้ได้ และกระบวนการตรวจชิ้นงานก่อนเผยแพร่
05เมื่อไม่แน่ใจ สามารถขอให้ อย. ตรวจข้อความก่อนใช้ได้หรือไม่?+
สามารถยื่นขอความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องสำอางตามประกาศ คู่มือ เอกสาร และค่าธรรมเนียมที่กองควบคุมเครื่องสำอางกำหนด ควรเตรียมข้อความ ชิ้นงาน สูตร รายละเอียดผลิตภัณฑ์ และหลักฐานให้ตรงกับสิ่งที่จะเผยแพร่จริง
แหล่งข้อมูลทางการ
ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการล่าสุดเมื่อ 1 สิงหาคม 2569 กฎและแนวทางอาจมีการปรับปรุง จึงควรตรวจฉบับที่มีผลใช้ก่อนดำเนินการจริง
- กองควบคุมเครื่องสำอาง อย. — การโฆษณาเครื่องสำอางศูนย์รวมคู่มือฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567 การขอความเห็น เอกสาร ค่าธรรมเนียม และตารางข้อความโฆษณา
- อย. — คู่มือแนวทางการโฆษณาเครื่องสำอาง ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567แหล่งหลักสำหรับการประเมินข้อความตามกลุ่มผลิตภัณฑ์และช่องทางโฆษณาสมัยใหม่
- อย. — สาระมาตรา 41 เรื่องข้อความโฆษณาเครื่องสำอางสรุปหลักห้ามใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อผลเสียต่อสังคม
- ASEAN — Appendix III: ASEAN Cosmetic Claim Guidelineกรอบพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ วัตถุประสงค์ และคำเคลมที่ยังอยู่ในขอบเขตเครื่องสำอาง



