Quick answer
การสอบเทียบเครื่องมือวัดในโรงงานเครื่องสำอางคือระบบยืนยันว่าเครื่องชั่ง เทอร์โมมิเตอร์ pH Meter เครื่องจับเวลา Pressure Gauge และเครื่องมือที่ใช้ตัดสินคุณภาพให้ผลเหมาะกับวัตถุประสงค์และเชื่อมโยงกับมาตรฐานอ้างอิงได้ โดยโรงงานต้องรู้ว่าเครื่องใดมีผลต่อคุณภาพ กำหนดช่วงใช้งาน เกณฑ์ยอมรับและรอบสอบเทียบตามความเสี่ยง ตรวจใบรับรองและสถานะก่อนใช้ ทำ Intermediate Check และมีขั้นตอนประเมินล็อตย้อนหลังเมื่อพบเครื่องมือคลาดเคลื่อน ไม่ใช่เพียงติดสติกเกอร์ว่ายังไม่หมดอายุ
Key takeaways
- ASEAN Cosmetic GMP ระบุให้อุปกรณ์ชั่ง วัด ทดสอบ และบันทึกได้รับการบำรุงรักษาและสอบเทียบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเก็บบันทึก
- สอบเทียบแล้วไม่ได้แปลว่าใช้งานได้เสมอ ต้องเปรียบเทียบผลและความไม่แน่นอนกับเกณฑ์ยอมรับที่สัมพันธ์กับกระบวนการ
- กำหนดรอบสอบเทียบจาก Criticality ประวัติ Drift ความถี่ใช้งาน สภาพแวดล้อม และคำแนะนำผู้ผลิต ไม่ใช้รอบหนึ่งปีแบบเหมารวม
- ใบรับรองที่ดีต้องระบุตัวตนเครื่องมือ วิธี จุดสอบเทียบ ผล ความไม่แน่นอน และความสามารถสอบกลับได้อย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจ
- เมื่อพบ Out of Tolerance ต้องกักสถานะเครื่องมือและประเมินผลกระทบต่อวัตถุดิบ กระบวนการ ผลทดสอบ และล็อตที่อาจได้รับผลย้อนหลัง
1. ทำไม Calibration จึงเชื่อมตรงกับการปล่อยล็อต
ตัวเลขใน Batch Record และผล QC ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลประกอบ แต่เป็นฐานตัดสินใจว่ากระบวนการและผลิตภัณฑ์อยู่ในสเปกหรือไม่ น้ำหนักวัตถุดิบที่คลาดเคลื่อนอาจเปลี่ยนสัดส่วนสูตร อุณหภูมิที่ผิดอาจทำให้ขั้นตอนผสมไม่เป็นไปตามเงื่อนไข และค่า pH ที่ไม่น่าเชื่อถืออาจทำให้ทีมอนุมัติหรือปฏิเสธล็อตผิดทาง
ASEAN Cosmetic GMP ระบุในหัวข้อ Maintenance ว่าอุปกรณ์ชั่ง วัด ทดสอบ และบันทึกควรได้รับการบำรุงรักษาและสอบเทียบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเก็บบันทึก ระบบที่ดีจึงต้องเชื่อมทะเบียนเครื่องมือ แผนสอบเทียบ สถานะใช้งาน ผลตรวจระหว่างรอบ และการประเมินผลกระทบเข้ากับ Batch Release ไม่ใช่แยก Calibration เป็นงานธุรการประจำปี
2. เริ่มจากทะเบียนเครื่องมือและการจัดระดับความสำคัญ
ทำ Master Instrument Register ที่ระบุรหัส เครื่องมือ รุ่น Serial Number ตำแหน่ง ช่วงวัด ความละเอียด เจ้าของเครื่องมือ จุดใช้งาน รอบสอบเทียบ สถานะ และประวัติซ่อม จากนั้นจัด Criticality ตามผลกระทบต่อคุณภาพและการตัดสินล็อต เครื่องมือที่ใช้วัด Critical Process Parameter หรือผล Release ควรถูกควบคุมเข้มกว่าเครื่องมือเพื่อแสดงแนวโน้มทั่วไป
อย่าลืมเครื่องมือที่มักตกหล่น เช่น Data Logger ในคลังวัตถุดิบ ตุ้มน้ำหนักใช้งาน Thermometer สำรอง Timer เครื่องวัดรอบ Homogenizer Pressure Gauge เครื่องวัดความหนืด และอุปกรณ์ที่ผู้รับเหมาติดตั้งชั่วคราว หากตัวเลขถูกบันทึกในเอกสารคุณภาพ เครื่องมือนั้นควรถูกประเมินว่าต้องควบคุมหรือไม่
- Critical: ใช้ควบคุมสูตร กระบวนการ หรือ Batch Release
- Major: มีผลต่อการตรวจติดตามและสภาวะจัดเก็บ แต่มีระบบตรวจทวนอื่นรองรับ
- Minor/Indicator only: ใช้แสดงค่าโดยไม่ใช้ตัดสินคุณภาพ ต้องติดป้ายสถานะให้ชัดเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
3. กำหนด Intended Use ก่อนเลือกช่วงวัดและเกณฑ์ยอมรับ
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงเครื่องมือวัดได้หรือไม่ แต่ต้องวัดอะไร ช่วงใด และต้องแยกความต่างได้ละเอียดเพียงใด ตัวอย่างเช่น เครื่องชั่งที่ใช้ชั่งสารปริมาณน้อยควรประเมินความละเอียดและความสามารถที่ช่วงใช้งานจริง ไม่ควรสรุปจากความจุสูงสุดบนป้ายเครื่อง ส่วน pH Meter ต้องพิจารณาช่วง pH ของตัวอย่าง อุณหภูมิ และวิธีเตรียมตัวอย่าง
กำหนด Acceptance Criteria ภายในจาก Process Tolerance, Product Specification, Measurement Uncertainty และ Guard Band ที่เหมาะสม เกณฑ์ Pass บนใบรับรองจากผู้ให้บริการอาจอ้างอิงสเปกผู้ผลิตซึ่งกว้างกว่าความต้องการของกระบวนการ โรงงานจึงยังต้องทำ Technical Review ด้วยเกณฑ์ของตนเอง
4. วางรอบสอบเทียบแบบอิงความเสี่ยง ไม่ใช่หนึ่งปีทุกเครื่อง
รอบสอบเทียบควรเริ่มจากคำแนะนำผู้ผลิต ความถี่และความรุนแรงในการใช้งาน การเคลื่อนย้าย สภาพอุณหภูมิหรือความชื้น ประวัติ Drift ผล As-found ความเสถียรหลังซ่อม และความสามารถในการตรวจพบความผิดปกติระหว่างรอบ เครื่องมือ Critical ที่เคยหลุดเกณฑ์อาจต้องลดช่วงเวลา ขณะที่เครื่องมือเสถียรต่อเนื่องอาจขยายรอบได้เมื่อมีข้อมูลและอนุมัติผ่าน Change Control
สร้าง Calibration Due List และระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า พร้อมกำหนด Grace Period อย่างมีเหตุผล หากองค์กรอนุญาต ไม่ควรต่ออายุด้วยการแก้วันที่บนสติกเกอร์โดยไม่มีการประเมิน เครื่องมือเกินกำหนดต้องถูกระบุ กักสถานะ หรือควบคุมการใช้ตาม SOP ที่ชัดเจน
5. ตรวจ Traceability และขอบข่ายห้องปฏิบัติการให้ตรงงาน
Metrological Traceability คือความสามารถเชื่อมผลการวัดไปยังค่าอ้างอิงผ่านสายโซ่การสอบเทียบที่มีการบันทึกและมีความไม่แน่นอนกำกับ การเห็นโลโก้ ISO/IEC 17025 เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องตรวจว่าห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองในขอบข่าย ปริมาณ ช่วงวัด วิธี และความสามารถการวัดที่ครอบคลุมเครื่องมือของโรงงานจริง
สมอ. มีช่องทางตรวจรายชื่อห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ได้รับการรับรองตาม มอก. 17025 ส่วน ISO อธิบายว่า ISO/IEC 17025 เป็นมาตรฐานสำหรับความสามารถ ความเป็นกลาง และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ การเลือกผู้ให้บริการจึงควรดู Scope และหลักฐาน Traceability ควบคู่กับเวลา ราคา และบริการหน้างาน
6. เช็กลิสต์ 12 จุดสำหรับทบทวนใบรับรองการสอบเทียบ
ผู้รับใบรับรองควรทบทวนเชิงเทคนิค ไม่ใช่เพียงแนบไฟล์เข้าระบบ เอกสารต้องช่วยตอบได้ว่าเครื่องเดียวกับที่ส่งไปหรือไม่ สอบเทียบในช่วงใช้งานจริงหรือไม่ ผลก่อนปรับเป็นอย่างไร และข้อมูลเพียงพอให้ตัดสิน Fit for Use หรือไม่
- 1) ชื่อและข้อมูลผู้ให้บริการ พร้อมสถานะการรับรองที่ตรวจสอบได้
- 2) เลขใบรับรอง วันที่สอบเทียบ และสถานที่ดำเนินการ
- 3) รหัสเครื่องมือ ผู้ผลิต รุ่น และ Serial Number ตรงกับทะเบียน
- 4) วิธีสอบเทียบและมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้
- 5) ช่วงและจุดสอบเทียบครอบคลุม Operating Range จริง
- 6) สภาวะแวดล้อมที่มีนัยสำคัญต่อผล
- 7) ผล As-found ก่อนปรับหรือซ่อม เพื่อประเมินผลย้อนหลัง
- 8) ผล As-left หลังปรับ เมื่อมีการปรับตั้ง
- 9) Measurement Uncertainty และหน่วยถูกต้อง
- 10) หลักฐาน Metrological Traceability เพียงพอ
- 11) Statement of Conformity และ Decision Rule ชัด หากมีการสรุปผ่าน/ไม่ผ่าน
- 12) ผู้อนุมัติผล ข้อจำกัด และ Technical Review ของโรงงานลงนามครบ
7. ควบคุมสถานะ การเก็บรักษา และ Intermediate Check
ติดฉลากสถานะให้เห็นรหัส วันที่สอบเทียบหรือกำหนดครั้งถัดไป และข้อจำกัดการใช้งาน โดยไม่ใช้สติกเกอร์เป็นแหล่งข้อมูลเดียว ควรตรวจสถานะในทะเบียนกลางก่อนใช้งาน เครื่องมือที่ห้ามใช้ รอซ่อม หรือใช้เพื่อแสดงค่าเท่านั้นต้องแยกและระบุชัด ป้องกันการหยิบกลับเข้าสายการผลิตโดยไม่ตั้งใจ
ระหว่างรอบสอบเทียบให้ทำ Intermediate Check ตามความเสี่ยง เช่น Daily Balance Check ด้วยตุ้มน้ำหนักที่ควบคุม, pH Meter Verification ด้วย Buffer ที่เหมาะสม, เปรียบเทียบ Thermometer กับ Reference หรือทดสอบ Timer ที่จุดกำหนด Intermediate Check ไม่ใช่การสอบเทียบเต็มรูปแบบ แต่ช่วยตรวจ Drift และความเสียหายได้เร็วก่อนกระทบหลายล็อต
8. เมื่อ Out of Tolerance ต้องประเมินผลิตภัณฑ์ย้อนหลัง
หากผล As-found หลุดเกณฑ์ ให้หยุดใช้และกักสถานะเครื่องมือ เปิด Deviation ระบุ Last Known Good Check แล้วค้น Batch Record, Raw Material Release, In-process Result และ Finished Product Result ที่ใช้เครื่องมือนั้นตั้งแต่จุดที่ยังมั่นใจได้ถึงวันที่พบปัญหา การประเมินต้องพิจารณาทิศทางและขนาดความคลาดเคลื่อน ไม่ใช่ประกาศว่าทุกล็อตเสียหรือไม่กระทบโดยอัตโนมัติ
กำหนด Disposition ของข้อมูลและล็อตจากหลักฐาน เช่น ผลตรวจด้วยเครื่องอื่น Retained Sample Process Capability และ Specification Margin พร้อม CAPA ที่แก้ต้นเหตุ เช่น ลดรอบ เพิ่ม Intermediate Check ปรับวิธีขนย้าย อบรมผู้ใช้ หรือเปลี่ยนเครื่อง หากผลกระทบเชื่อมกับล็อตของลูกค้า OEM ควรแจ้งตาม Quality Agreement และ SLA ที่ตกลงไว้
9. หลักฐานที่เจ้าของแบรนด์ควรตรวจจากโรงงาน OEM
เจ้าของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องขอใบรับรองทุกเครื่องทุกครั้ง แต่ควรเห็นว่ามีระบบที่ควบคุมเครื่องมือ Critical ต่อผลิตภัณฑ์ของตนได้จริง หลักฐานที่เหมาะสมอาจประกอบด้วย Instrument List ที่เกี่ยวข้อง สถานะเครื่องชั่งและ pH Meter ตัวอย่าง Certificate Review, Daily Check, Deviation/OOT Procedure และสรุปผลกระทบหากเครื่องมือเกิดปัญหา
ใน Quality Agreement ควรกำหนดว่าใครอนุมัติเกณฑ์ ใครรับผิดชอบสอบเทียบ เมื่อใดต้องแจ้งแบรนด์ และแบรนด์มีสิทธิรับ Investigation Summary ระดับใด วิธีนี้ลดความเสี่ยงที่ล็อตผ่านบนตัวเลขซึ่งภายหลังพบว่าไม่น่าเชื่อถือ และช่วยให้การ Audit เน้นหลักฐานสำคัญแทนการขอเอกสารจำนวนมากโดยไม่มีเป้าหมาย
10. KPI ที่ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนแฝง
ติดตาม Calibration On-time Rate, Intermediate Check Pass Rate, Out-of-Tolerance Rate, Repeat Adjustment, Overdue Critical Instruments, Certificate Review Lead Time และจำนวนล็อตที่ต้องทำ Impact Assessment การดู Trend ตามชนิดเครื่อง รุ่น จุดใช้งาน และผู้ให้บริการช่วยชี้ว่าเครื่องใดควรซ่อม เปลี่ยน ลดรอบ หรือย้ายตำแหน่ง
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้จำนวน Calibration มากที่สุด แต่คือสร้างความเชื่อมั่นต่อข้อมูลด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เครื่องมือที่ไม่ Critical อาจใช้การตรวจทวนง่ายกว่า ขณะที่เครื่องมือซึ่งตัดสิน Release ต้องมีเกณฑ์และ Traceability ที่แข็งแรง การจัดระดับความเสี่ยงจึงช่วยทั้ง Compliance, Productivity และลดการกักล็อตที่ไม่จำเป็น
Frequently asked questions
01สอบเทียบกับทวนสอบต่างกันอย่างไร?+
การสอบเทียบสร้างความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่เครื่องมือแสดงกับค่าอ้างอิงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พร้อมข้อมูลความไม่แน่นอน ส่วนการทวนสอบหรือ Verification ตรวจว่าเครื่องมือยังเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับการใช้งานหรือไม่ ทั้งสองกิจกรรมเกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่คำเดียวกัน
02เครื่องมือทุกชิ้นต้องสอบเทียบปีละครั้งหรือไม่?+
ไม่จำเป็นต้องใช้รอบหนึ่งปีเท่ากันทั้งหมด รอบควรกำหนดจาก Criticality ความถี่ใช้งาน สภาพแวดล้อม ประวัติ Drift ผล Intermediate Check คำแนะนำผู้ผลิต และความสามารถตรวจพบความผิดปกติ พร้อมทบทวนจากข้อมูลจริง
03มีสติกเกอร์ Calibration แล้วถือว่าใช้ปล่อยล็อตได้หรือไม่?+
ยังสรุปไม่ได้ ต้องตรวจว่าเครื่องมือตรงกับทะเบียน อยู่ในกำหนด จุดสอบเทียบครอบคลุมช่วงใช้งาน ผลและความไม่แน่นอนผ่านเกณฑ์ภายใน และไม่มีข้อจำกัดที่กระทบ Intended Use สติกเกอร์เป็นเพียงตัวบ่งชี้สถานะเบื้องต้น
04ต้องใช้ห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025 ทุกกรณีหรือไม่?+
ให้พิจารณาข้อกฎหมาย ข้อกำหนดลูกค้า ความเสี่ยง และความสามารถที่ต้องการ ASEAN Cosmetic GMP ระบุหลักการให้สอบเทียบสม่ำเสมอและเก็บบันทึก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเครื่องต้องส่งห้องปฏิบัติการภายนอกเดียวกัน หากเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ต้องตรวจ Scope ให้ครอบคลุมงานจริง
05หากพบเครื่องมือ Out of Tolerance ต้องเรียกคืนทุกล็อตหรือไม่?+
ไม่ควรตัดสินอัตโนมัติ ต้องกักสถานะเครื่องมือ ระบุช่วงเวลาที่อาจได้รับผล ประเมินทิศทางและขนาดความคลาดเคลื่อน ตรวจข้อมูลและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง แล้วให้ฝ่ายคุณภาพตัดสิน Disposition ตามหลักฐาน หากกระทบความปลอดภัย คุณภาพ หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนด จึงดำเนินการต่อในระดับที่เหมาะสม
Official sources
Official sources checked on 21 August 2026. Verify the effective version before taking action.
- กองควบคุมเครื่องสำอาง อย. — หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางตรวจเมื่อ 21 สิงหาคม 2569 หน้าอย่างเป็นทางการรวบรวมแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP ฉบับไทยและอังกฤษ คู่มือการตรวจประเมิน และประกาศที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจฉบับและเงื่อนไขที่มีผลกับสถานที่ผลิตก่อนใช้จริง
- ASEAN Cosmetic Directive — Appendix VI, ASEAN Guidelines for Cosmetic GMPหัวข้อ Equipment 4.3 ระบุให้อุปกรณ์ชั่ง วัด ทดสอบ และบันทึกได้รับการบำรุงรักษาและสอบเทียบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเก็บบันทึก บทความนี้สังเคราะห์เป็น Checklist 12 จุดตามความเสี่ยง ไม่ได้อ้างว่าเป็นรายการข้อบังคับตายตัวของ ASEAN
- ISO — ISO 22716:2007 Cosmetics Good Manufacturing PracticesISO ระบุว่ามาตรฐานนี้ให้แนวทางด้านการผลิต การควบคุม การจัดเก็บ และการจัดส่งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยได้รับการทบทวนและยืนยันในปี 2022 ว่ายังคงเป็นฉบับปัจจุบัน
- ISO — ISO/IEC 17025:2017 Testing and calibration laboratoriesISO ระบุว่ามาตรฐานนี้ครอบคลุมความสามารถ ความเป็นกลาง และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ และได้รับการยืนยันในปี 2023 ว่ายังเป็นฉบับปัจจุบัน
- สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม — การรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการใช้ตรวจรายชื่อห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ได้รับการรับรองตาม มอก. 17025 และสถานะใบรับรอง ควรตรวจ Scope ของห้องปฏิบัติการให้ตรงปริมาณ ช่วง และความสามารถการวัดที่ต้องใช้ ไม่ดูเพียงชื่อผู้ให้บริการ
- สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ — Measurement Traceabilityแหล่งข้อมูลทางการอธิบายการเชื่อมโยงผลการวัดไปยังหน่วย SI ผ่านมาตรฐานการวัดและกระบวนการสอบเทียบ เพื่อสนับสนุนความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับผลการวัด



